ระบบภูมิคุ้มกันคือสิ่งที่ธรรมชาติสร้างให้เรา เพื่อให้ร่างกายของเรามีกลไกในการดูแลตัวเอง จากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่ายจากเชื้อโรคหรือไวรัสต่างๆ ตามสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจะสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงนั้น มีปัจจัยประกอบกันหลายอย่าง ส่วนมากมักจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราเอง ทั้ง การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ ให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆอีกด้วย

      กินอาหารที่มีประโยชน์

         วันละ 3 มื้อ

      มื้อเช้า : มื้อหนัก

         อาหารเช้าสำคัญเพราะ ให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตสำหรับเด็กจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต สมองทำงานได้ดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้และทำกิจกรรมต่างๆได้ดี สำหรับผู้ใหญ่ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ได้

      มื้อกลางวัน : มื้อกลาง

         เป็นมื้อเติมพลังงานจากมื้อเช้า เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานทำกิจกรรมได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทำ และไม่ควรเป็นมื้อหนักเกินไป เพราะช่วงบ่าย-เย็น ร่างกายจะเริ่มใช้พลังงานน้อยลง

      มื้อเย็น : มื้อเบา

         ควรกินก่อนเวลานอน 3 ชั่วโมง เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ย่อยง่าย ระบบย่อยอาหารจะได้ไม่ทำงานหนักก่อนนอน ร่างกายจะได้พีกผ่อนเต็มที่

      กินอย่างไร?

      กินอาหารครบ 5 หมู่

        แต่ละมื้อควรได้รับสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่

      ปริมาณ สัดส่วนในการกินที่เหมาะสม

        สัดส่วน 2:1:1 เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการแบ่งอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี บนจานขนาด 9 นิ้ว ที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ผัก 2 ส่วน แป้ง 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน

      กินผักผลไม้ที่หลากหลายและเลือกกินตามฤดูกาล

        ปกติแล้วร่างกายควรได้รับวิตามินแร่ธาตุที่หลากหลายชนิด ดังนั้นการกินผักผลไม้ชนิดเดิมซ้ำๆ ร่างกายอาจได้รับวิตตามินสารอาหารที่จำเป็นไม่ครบถ้วน อีกทั้งผักผลไม้มีฤดูกาลในการเติบโตเพาะปลูก ผลไม้นอกฤดูกาลต้องใช้สารเคมีสูงในการเพาะปลูก การกินผักผลไม้นอกฤดูกาลบ่อยๆอาจเสี่ยงได้รับสารเคมีมากเกินไป

      ลดหวาน ลดมัน ลดเค็ม

        สัดส่วน 6 : 6 : 1 คือปริมาณที่เหมาะสมต่อวันในการบริโภค น้ำตาล น้ำมัน และเกลือ

        น้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา
        น้ำมันไม่เกิน 6 ช้อนชา
        เกลือไม่เกิน 1 ช้อนชา

       ดื่มน้ำให้เพียงพอ

        ดื่มเมื่อไหร่?

          - หลังจากตื่นนอน ตื่นขึ้นมาแล้วดื่มน้ำทันที ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายรวมทั้งระบบการขับของเสีย
          - ดื่มเมื่อหิวน้ำ ถ้ารู้สึกหิวน้ำแปลว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำ จึงควรดื่มน้ำระหว่างวันอย่างสม่ำเสมอ
          - ก่อนนอน ช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสมดุล และนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          - เมื่ออากาศร้อน ทำกิจกรรมกลางแจ้ง เสียเหงื่อจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย

        ดื่มอย่างไร?

          - ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ปราศจากสารเจือปน
          - ดื่มน้ำโดยการจิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน
          - ระวังการดื่มครั้งเดียวในปริมาณมาก เพราะจะทำให้ตับไตทำงานหนักขึ้น เลือดเจือจาง ปริมาณน้ำในเซลล์มากจนเกิดอาการบวมน้ำ อาจเป็นพิษต่อเซลล์
            วิงเวียน หัว คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นช้า
          - หลีกเลี่ยงจากดื่มทีเดียวอย่างรวดเร็ว เพราะจะมีผลกระทบต่อการทำงาน สูบฉีดของหัวใจ
          - ดื่มให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน

        การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ มีประโยชน์อย่างไร?

          ร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 60% ของน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลือด อวัยวะ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และสมอง

          - ระบบต่างๆของร่างกายและสมองทำงานได้ดี
          - สามารถขนส่งอาหารไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้
          - การเคลื่อนไหวดีขึ้น เพราะน้ำไปช่วยหล่อลื่นข้อต่อ และช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพ
          - สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี ป้องกันอาการท้องผูก
          - สุขภาพผิวดี

       ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม

        ไม่ว่าจะเป็นช่วงวัยไหน ควรจัดเวลาให้ได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หรือกิจกรรมที่ให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากร่างกายจะแข็งแรงเสริมภูมิคุ้มกันแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบการทำงานของหัวใจและปอดสัมพันธ์กันอย่างดี เคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะอายุมากแล้ว

        ดื่มอย่างไร?

          - ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ปราศจากสารเจือปน
          - ดื่มน้ำโดยการจิบทีละน้อยตลอดทั้งวัน
          - ระวังการดื่มครั้งเดียวในปริมาณมาก เพราะจะทำให้ตับไตทำงานหนักขึ้น เลือดเจือจาง ปริมาณน้ำในเซลล์มากจนเกิดอาการบวมน้ำ อาจเป็นพิษต่อเซลล์
            วิงเวียน หัว คลื่นไส้อาเจียน หัวใจเต้นช้า
          - หลีกเลี่ยงจากดื่มทีเดียวอย่างรวดเร็ว เพราะจะมีผลกระทบต่อการทำงาน สูบฉีดของหัวใจ
          - ดื่มให้เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน

        การออกกำลังกายความหนัก 3 ระดับ

          ระดับเบา

          หมายถึง การเคลื่อนไหวทั่วไปที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เป็นการเคลื่อนไหวที่น้อบมาก เช่น การยืน การเดิน การนั่ง การเดินระยะทางสั้นๆ

          ระดับปานกลาง

          หมายถึง การออกแรงที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีความเหนื่อยและหนักในระดับเดียวกับการเดินเร็ว ขี่จักรยาน ทำงานบ้าน ระดับชีพจรจะอยุ่ที่ 120-150 ครั้ง ระหว่างออกกำลังกายยังสามารถพูดเป็นประโยคได้ และมีเหงื่อซึมๆ

          ระดับหนัก

          หมายถึง การที่ร่างกายเคลื่อนไหวซ้ำๆต่อเนื่อง โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น การวิ่ง เดินขึ้นบันได มีระดับชีพจร 150 ครั้งขึ้นไป
 เหนื่อยหอบและพูดเป็นประโยคไม่ได้

        ปริมาณเวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกายของแต่ละช่วงวัย

         - เด็กอายุ 6-17 ปี ควรออกกำลังกายระดับปานกลางขึ้นไป อย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน
         - ผู้ใหญ่อายุ 18-24 ปี ควรออกกำลังกายระดับปานกลางขึ้นไป อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
         - ผู้สูงอายุที่อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ควรออกกำลังกายระดับปานกลางขึ้นไป อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพร่างกาย

        ได้ออกกกำลังกายในระดับที่เหมาะสมดีอย่างไร?

         - เผาผลาญพลังงาน
         - เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก
         - กล้ามเนื้อและข้อต่างๆมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
         - ระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจทำงานได้ดี
         - เคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง ไม่เหนื่อยง่าย
         - ลดความเสี่ยงจากโรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน
         - นอนหลับสนิท ได้พักผ่อนเพียงพอ
         - ผ่อนคลายความเครียด ช่วยให้สุขภาพจิตดี

       พักผ่อนให้เพียงพอ

       ควรพักผ่อนเมื่อไหร่

        - กำหนดเวลานอนเป็นกิจวัตรและเข้านอนตามเวลาให้เป็นปกติ
        - ไม่ควรนอนเกิน 4 ทุ่ม ร่างกายจะได้หลั่งโกรทฮอร์โมน ทำให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ฟื้นฟูตัวเอง
        - ไม่ควรงีบหลับตอนกลางวัน หรือเย็น เพราะจะทำให้กลางคืนนอนหลับได้ไม่สนิท

        ชั่วโมงพักผ่อนอย่างเพียงพอในแต่ละวัย

          - ทารก ต้องการนอนหลับ 14-17 ชั่วโมง
          - เด็ก ต้องการนอนหลับ 9-11 ชั่วโมง
          - วัยรุ่น ต้องการนอนหลับ 8-10 ชั่วโมง
          - ผู้ใหญ่ ต้องการนอนหลับ 7-8 ชั่วโมง
          - ผู้สูงอายุ ต้องการนอนหลับ 7-8 ชั่วโมง

        การได้พักผ่อนเพียงพอดีอย่างไร

          - ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายมีประสิทธิภาพ กระปรี้กระเปร่า อารมณ์ดี
          - สมองได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
          - ระดับฮอร์โมนสมดุล
          - เพิ่มภูมิคุ้มกัน ไม่ป่วยง่าย
          - ร่างกายมีเวลาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
          - ขจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย มีสุขภาพดี

          ผลเสียหากพักผ่อนไม่เพียงพอ

          - ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย
          - ฮอร์โมนไม่สมดุล อ้วนง่าย
          - ส่งผลเสียต่อระบบประสาทและความจำ
          - เครียด อารมณ์แปรปรวน

       หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด

        การดื่มเหล้าส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการมึน งง ควบคุมการเคลื่อนไหวและการทรงตัวได้น้อยลง เป็นสาเหตุของอุบัติเหตุต่างๆ เสี่ยงต่อการเกิดโรค ตับแข็ง โรคกระเพาะ โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตูง นอนไม่หลับ

        ข้อดี ของการเลิกเหล้า

          - สมองฟื้นฟู ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีสามธิ ความจำดีขึ้น
          - การลดปริมาณการดื่ม และเลิกดื่มได้ในที่สุด จะช่วยให้ตับฟื้นฟูตัวเองได้
          - หัวใจแข็งแรงขึ้น เพราะไม่ต้องรับภาระหนักจากหลอดเลือดอุดตัน
          - ระบบการเผาผลาญดีขึ้น ควบคุมน้ำหนักได้
          - ผิวฟื้นฟู
          - ตัดสินใจและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
          - ได้นอนหลับพักผ่อนเต็มที่
          - ลดปัญหา ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับครอบครัวและคนรอบข้าง

เมื่อไวรัสน่าจะยังอยู่กับเราไปอีกยาวๆ(อาจต่อเนื่องทั้งปี 64 ด้วย) สิ่งที่ทำได้ในการใช้ชีวิตประจำวันทุกวันคือ ตั้งการ์ดอย่าตก

วัคซีน อาวุธทรงพลัง ต่อสู้ เชื้อโรค
EDUCATE

เมื่อไหร่ที่มีโรคระบาดครั้งใหญ่ หรือโรคร้ายใหม่ๆที่คร่าชีวิตคนเป็นวงกว้างได้ระดับโลก สิ่งที่จะถูกพูดถึงเพื่อหาทางออกเรื่องโรคร้ายๆ นั้นคือ วัคซีน หรือยา ที่จะช่วยรักษาชีวิตคนไว้ได้

มหัศจรรย์ทางการแพทย์
EDUCATE

บทความนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานเพื่อต่อสู้กับโรคร้ายๆโดยการหาวิธีรักษา โดยศึกษาจากระบบภูมิคุ้มกันของเรา และต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคทั้งจากแบคทีเรียหรือไวรัส

กลไกลป้องกันร่างกายของระบบภูมิคุ้มกัน
HEALTH

ระบบภูมิคุ้มกันสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติมอบให้เราเพื่อดูแลร่างกายของเรา เป็นกองกำลังธรรมชาติคอยต่อสู้กับเชื้อโรคหรือที่แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย




BIM Friends

เกี่ยวกับเรา

BIM ย่อมาจาก Balancing IMmunity คือ การปรับภูมิคุ้มกันให้สมดุล

BIM100 หมายถึง การปรับสมดุลของภูมิคุ้มกัน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวให้ได้ 100 ปี ด้วยการใช้สูตรอาหารที่วิจัยและพัฒนาโดยคณะนักวิจัย Operation BIM

ติดต่อเรา

ศูนย์บริการลูกค้า สุขและสวย โดย BIM100 เลขที่ 99 ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 3 ห้องเลขที่ 317 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ

สายด่วน : 1154

โทรศัพท์ : 02-6464-800 , 02-6609-011

โทรสาร : 02-6464-802

อีเมล์ : [email protected]

Line ID : @bim100callcenter

Copyright © 2020 BIM100. All Rights Reserved.