น้ำตาลกับผู้ป่วยมะเร็ง

         น้ำตาล “เป็นมิตร” หรือ “เป็นพิษ” สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

           การเลือกทานอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เพราะนอกจากเนื้อสด เนื้อดิบ อาหารหมักดองที่เป็นของโปรดของเซลล์มะเร็งแล้ว อาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญ มีผลต่อเซลล์มะเร็งที่อยู่ในตัวผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

           หากพูดถึงน้ำตาลหลายท่านคงนึกถึงอาหารหวาน น้ำหวาน เบเกอรี่ แต่ความจริงนั้นไม่ใช่เฉพาะอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลแต่เพียงอย่างเดียว เพราะในอาหารบางประเภทอาทิเช่น ผัก ผลไม้ นม ผลิตภัณฑ์จากนม และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต อย่างข้าว แป้ง ขนมปัง รวมไปถึงเส้นพาสต้าต่าง ๆ อาหารเหล่านี้ล้วนแล้วมีส่วนประกอบของน้ำตาลทั้งสิ้น

           การเกิดโรคมะเร็งมาจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการกิน พันธุกรรม การสูบบุหรี่ รวมไปถึงการทำงาน หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีสารก่อให้เกิดมะเร็ง และหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง คือ โรคอ้วน หรือการมีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป นั่นมาจากการทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด อาหารแปรรูป ที่มีส่วนประกอบของไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง ซึ่งอาหารเหล่านี้ทำให้น้ำหนักในร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการมีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน มีความเสี่ยงที่สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ถึง 13 ชนิด ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ โรคมะเร็งไต โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งถุงน้ำดี มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งสมอง มะเร็งตับอ่อน มะเร็งต่อมไทรอยด์ และมะเร็งรังไข่ ซึ่งพบมากในเพศหญิงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ที่มีภาวะหมดประจำเดือน และมีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วนร่วมด้วย

         บริโภค “น้ำตาล” อย่างไร ไม่ให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง

           แม้ว่าอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลจะไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งโดยตรง แต่หากคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็ง การบริโภคน้ำตาล ถือเป็นข้อห้ามในการบริโภคไปเลยทันที ดังนั้น ในบุคคลทั่วไปการบริโภคน้ำตาล ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม และน้อยลงได้ยิ่งดี โดยองค์กรอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำปริมาณน้ำตาลที่ควรได้รับต่อวัน ไม่ควรเกิน 24 กรัม หรือ 6 ช้อนชาต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 9 ช้อนชาต่อวันสำหรับผู้ชาย โดย ศ.ดร. พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM นวัตกรรมการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ได้กล่าวเกี่ยวกับการบริโภคน้ำตาลไว้ว่า

           “หากคุณกินน้ำตาล นั่นคือการช่วยให้เซลล์มะเร็งโตเร็ว เพราะเซลล์ผิดปกติเหล่านี้ถ้าไม่มีน้ำตาลเข้าไปก็จะอดตาย เนื่องจากน้ำตาลเป็นแหล่งอาหารสำคัญของเซลล์มะเร็ง เพราะฉะนั้นน้ำตาล หรือของหวาน เป็นสิ่งแรกที่ต้องหยุดทานทันทีเลยครับ”

           อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล ขนมหวาน อาหารคาวต่าง ๆ ก็ไม่ควรบริโภคเกินความจำเป็นของร่างกาย เพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่สร้างผลเสีย และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ทั้งนั้น หากเราดูแล และใส่ใจในเรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี และแข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ โรคภัยก็จะเป็นเรื่องไกลตัวไปเลย อย่างเช่น เรื่องราวของคุณอ้อ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่เลือกวิธีการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ควบคู่ไปกับการดูแลในเรื่องอาหารอย่างเคร่งครัด โดยคุณอ้อได้ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และต่อสู้กับเซลล์มะเร็งด้วยอีกทาง โดยคุณอ้อเน้นการทานปลา ไข่ขาว ถั่วเมล็ด และผักใบเขียวปลอดสารพิษมากเป็นพิเศษ และงดการทานเนื้อสัตว์ และน้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นตัวที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งแข็งแรง หากไม่มีน้ำตาล เซลล์มะเร็งก็จะพัฒนาไปได้ช้า และอดตาย ซึ่งวิธีการดูแลเรื่องอาหารเป็นอย่างดี สามารถช่วยให้ก้อนเนื้อที่เต้านมไม่เน่า และลดอาการเจ็บปวดลงไปได้ อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลให้กับร่างกายได้อีกด้วย

         พิชิตก้อนเนื้อร้ายได้ ด้วย “สารสกัดจากธรรมชาติ”

           ถึงแม้ว่าการดูแลตนเองเป็นอย่างดีในเรื่องอาหารการกิน นั่นไม่ได้แปลว่าจะทำให้เซลล์มะเร็งหายไปจากร่างกาย และทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากไม่มีตัวช่วยที่ดีในการสร้างภูมิคุ้มกัน อาจทำให้เซลล์มะเร็งกลับมา และเป็นโรคมะเร็งอีกครั้งได้ ดังนั้นการรักษาโรคมะเร็งที่ปราศจากความเจ็บปวด และผลข้างเคียงใด อย่าง “ภูมิคุ้มกันบำบัด” จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งในตอนนี้

           ทีมนักวิจัย นำโดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ผู้คิดค้นนวัตกรรมการรักษามะเร็ง Operation BIM ได้ศึกษาพืชผักที่สามารถทานได้ นำมาสกัดผสมเสริมฤทธิ์กัน และได้ผลลัพธิ์ออกมาสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายให้แข็งแรง และต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยพืชที่เป็นกุญแจสำคัญในการวิจัยครั้งนี้ นั่นคือ มังคุด ซึ่งสารสกัดจากมังคุดสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวให้ทำงานไปตามธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาสมดุลการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงจนสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เอง โดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ ได้อธิบายถึงกระบวนการทำงานของนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดไว้ดังนี้

           “เราใช้วิธีกระตุ้นเม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกัน ซึ่งเม็ดเลือดขาวภูมิคุ้มกัน 2 เม็ดที่เรากระตุ้นคือ เม็ดเลือดขาว Th1 และ Th17 (T helper) สองตัวนี้มันจะไปกระตุ้นสารที่จัดการกับเซลล์มะเร็ง ในขณะเดียวกันมันก็จะไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวอีกตัวหนึ่ง คือเม็ดเลือดขาว เซลล์ T พิฆาต ทางฝรั่งเขาเรียก Killer T cell ตั้งชื่อเพื่อให้คนไทยรู้จักคือ เซลล์ T พิฆาต หน้าที่ของมันก็คือกำจัดเซลล์ผิดปกติ เซลล์ผิดปกติหมายถึงเซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ติดเชื้อทั้งหลาย เหล่านี้พื้นผิวของมันจะมีสัญญาน มีตำหนิ แล้วส่งสัญญานออกไปให้เซลล์ทีพิฆาตรับได้ว่าตรงนี้มีเซลล์ผิดปกติอยู่ หน้าที่ของ เซลล์ T พิฆาตคือต้องวิ่งเข้าไปตามหาเซลล์ตรงนั้น พอเข้าไปก็จับติดเลย ไปครอบไว้แล้วก็เจาะรูด้วย Perforin พ่นสาร Granzymes สาร Granzymes ก็คือสารที่ย่อยโปรตีน เพราะเซลล์มะเร็งคือโปรตีนก็จะถูกย่อยสลายไปเลย”

           การเลือกวิธีการรักษาโรคมะเร็ง คือ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหายจากโรคร้ายนี้ได้เร็วยิ่งขึ้น และไม่ต้องทรมานกับความเจ็บปวด และแม้ว่าผู้ป่วยจะเลือกการดูแลตนเองควบคู่ไปกับการรักษาด้วยนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัดแล้ว การสร้างสุขภาพจิตที่ดี ไม่มีความเครียดก็เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นสำหรับผู้ป่วยด้วยเช่นกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง หรือกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีกครั้งได้ เพราะฉะนั้น หากคุณคือผู้ป่วยมะเร็ง หรือเป็นคนปกติทั่วไป ก็ไม่ควรละเลยที่จะดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่เสมอ เพราะมะเร็งสามารถเกิดขึ้นกับใคร หรือเมื่อไรก็ได้

มะเร็ง โรคร้ายที่ติดอันดับ 1 ใน 3 คร่าชีวิตคนไทยนับหมื่นคนต่อปี และมีแนวโน้มสูงขึ้น และมะเร็งต่อมลูกหมากคือหนึ่งในมะเร็งที่ผู้ชายควรให้ความระวังมากที่สุด

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งนั้นไม่ใช่เลย เพราะการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

ในปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์เกิดขึ้นหลากหลายมาก ทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ วัคซีน ยารักษาโรค รวมไปถึงวิธีการรักษา ซึ่งการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจ

Thanks for living ก้าวมาถึง ep.2 ครั้งนี้ทีมงาน APCO จะมาอัพเดทถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อที่ได้รับการช่วยเหลือให้ได้ใช้นวัตกรรม APCO จากใน ep.0 และ ep.1




BIM Friends

เกี่ยวกับเรา

BIM ย่อมาจาก Balancing IMmunity คือ การปรับภูมิคุ้มกันให้สมดุล

BIM100 หมายถึง การปรับสมดุลของภูมิคุ้มกัน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวให้ได้ 100 ปี ด้วยการใช้สูตรอาหารที่วิจัยและพัฒนาโดยคณะนักวิจัย Operation BIM

ติดต่อเรา

ศูนย์บริการลูกค้า สุขและสวย โดย BIM100 เลขที่ 99 ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 3 ห้องเลขที่ 317 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ

สายด่วน : 1154

โทรศัพท์ : 02-6464-800 , 02-6609-011

โทรสาร : 02-6464-802

อีเมล์ : [email protected]

Line ID : @bim100callcenter

Copyright © 2020 BIM100. All Rights Reserved.