การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด

      ความน่ากลัวของการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ที่ผู้ป่วยมะเร็ง.. ไม่อยากเจอ

         ก้อนเนื้อร้าย หรือที่รู้จักกันดีในชื่อเรียกว่า “มะเร็ง” เป็นโรคที่หลายคนเกรงกลัวมากที่สุด เพราะเป็นโรคที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดรองจากอุบัติเหตุ และโรคหัวใจ ซึ่งจากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นมากถึงปีละประมาณ 11 ล้านคน แต่ในประเทศไทย โรคมะเร็งได้คร่าชีวิตคนไทยสูงสุดเป็นอันดับ 1 และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 120,000 คน โดยมะเร็งที่พบมากที่สุด ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งช่องปาก ปัจจัยความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งชนิดเหล่านี้เป็นผลมาจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีสารก่อมะเร็ง เช่น ของทอด ของย่าง เป็นต้น

         ดังนั้น การตรวจพบเซลล์มะเร็งได้เร็ว และทันต่อการรักษา จะสามารถลดความน่ากลัวของโรคมะเร็งลงได้ เพราะการตรวจพบเซลล์ในระยะเริ่มต้น โดยมีลักษณะเป็นเพียงก้อนเนื้อ กลุ่มก้อน ทางการแพทย์สามารถรักษาโดยการผ่าตัดก้อนเนื้อออกได้ และลดความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นก้อนเนื้อร้าย หรือมะเร็ง อีกทั้งยังลดโอกาสในการที่เซลล์มะเร็งจะลุกลาม และแพร่กระจายไปยังอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ แต่ถ้าหากตรวจพบเซลล์มะเร็งช้าจนเกินไป จนเซลล์ผิดปกตินั้นลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือเป็นมะเร็งระยะลุกลามบางชนิดที่ไม่สามารถรักษาหายได้ เช่น มะเร็งสมอง กระดูก ตับ และปอด มะเร็งชนิดเหล่านี้ไม่สามารถทำการรักษาด้วยการผ่าตัดได้ หากรักษาในทางการแพทย์โดยส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำให้เข้ารับการรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด ซึ่งเรื่องที่น่าเกรงกลัวสำหรับใครหลายคนโดยเฉพาะผู้หญิง อย่างที่ทราบโดยทั่วกันว่าการทำเคมีบำบัดสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้จริง แต่ก็สามารถทำลายเซลล์เจริญพันธุ์ต่าง ๆ ของร่างกายด้วยเช่นกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง หากทนต่อเคมีที่เข้าไปในร่างกายไม่ไหวอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

      ผลข้างเคียงของการรักษามะเร็งด้วย... "เคมีบำบัด”

         เคมีบำบัด หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “คีโม” การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัด เป็นการใช้ยาฉีดเข้าสู่กระแสเลือด ตัวยาจะเข้าสู่กระแสเลือด และออกฤทธิ์ไปทั่วร่างกาย เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง และฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่เนื่องจากมีความจำเพาะต่ำ จึงอาจทำลายเซลล์เจริญพันธุ์อื่น ๆ รวมไปถึงเซลล์ที่สร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายอย่างเซลล์เม็ดเลือดขาวด้วย และมีผลข้างเคียงกับร่างกายมากที่สุด ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นนั้นจะมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของยา ความแข็งแรงของร่างกาย รวมไปถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน โดยผลข้างเคียงของการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัดนั้นมีหลัก ๆ ด้วยกันดังนี้

       1. ผมร่วง

         ยาบางชนิดที่ใช้ในการทำเคมีบำบัดอาจทำให้ผมร่วงได้ แต่เมื่อรักษาเสร็จสิ้นแล้วผมจะเริ่มงอกขึ้นมาใหม่เอง ผลข้างเคียงนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะทำให้เสียความมั่นใจ และส่งผลให้สุขภาพจิตแย่ลง ดังนั้น ในระหว่างการทำเคมีบำบัดผู้ป่วยอาจใช้วิกผม หรือผ้าคลุมผมเพื่อเสริมบุคลิกภาพ และสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง และที่สำคัญการดูแลรักษาจำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ ใช้แชมพูดอ่อน ๆ แปรงที่มีลักษณะขนนิ่ม ซี่ห่วง และลดการทำเคมีกับเส้นผมทุกชนิด เพื่อไม่ให้ระคายเคือง และลดการอักเสบของหนังศีรษะ

       2. แผลในปาก

         ในขณะเข้ารับการรักษา อาจมีอาหารปวดแสบ ปวดร้อนตามช่องปาก และลำคอ ริมฝีปากแห้ง อาจทำให้มีเลือดออกได้ สาเหตุเนื่องมาจาก ยาเคมีบำบัดมีผลทำลายเซลล์เจริญพันธุ์ที่เป็นเซลล์เยื่อบุช่องปาก จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความไวต่อความร้อน และเย็นของอาหารได้

       3. ท้องเสีย

         อาการท้องเสีย หรือถ่ายเหลว เนื่องมาจากการติดเชื้อในระหว่างเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลสุขอนามัยเป็นอย่างดี ทั้งเรื่องอาหาร ควรทานอาหารสุก สะอาด ย่อยง่าย กากใยน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาหารท้องเสียได้ง่าย เช่น อาหารที่มีรสจัด นม หรือผลิตภัณฑ์จากนมเป็นต้น และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือการดูแลสุขอนามัยในการเข้าห้องน้ำทุกครั้ง ควรทำความสะอาด และซับให้แห้งตรงบริเวณทวารหนัก

      4. ท้องผูก

         อาการท้องผูก เนื่องจากอุจจาระแห้งแข็ง จากยา อาการของโรค หรือการติดเชื้อ ทั้งหมดนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้มีอาการท้องผูกได้ หากมีอาการปวดท้องเกร็งร่วมด้วย อาจทำให้มีภาวะคลื่นไส้อาเจียนตามมาได้ ดังนั้น ในระหว่างเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินตามที่แพทย์แนะนำ

      5. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

         ผิวหนัง รวมไปถึงเล็บ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ผิวแห้งกร้าน ตกสะเก็ด มีสีคล้ำขึ้น การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังจะเกิดขึ้นในช่วงของการเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด เมื่อหยุดการรักษาอาการเหล่านี้จะเริ่มหายไป แต่อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าจะกลับมาเป็นปกติ

      6. ภูมิคุ้มกันในการป้องกันการติดเชื้อลดลง

         ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง เนื่องจากการทำเคมีบำบัดนั้นนอกจากจะฆ่าเซลล์มะเร็งแล้ว ยายังเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ใช้สร้างภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยเช่นกัน ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวลดลง และทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น อาการไข้หวัดจากเชื้อไวรัสเป็นต้น

      7. สมรรถภาพทางเพศลดลง

         เนื่องจากเคมีบำบัดทำลายเซลล์มะเร็ง และเจริญพันธุ์ต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะสืบพันธุ์ทำงานลดลง อาจมีอาการแห้งคัน เจ็บ และมีผลต่อความสามารถในการเคลื่อนไหวของอสุจิ อาจทำให้มีบุตรยากขึ้น อาการดังกล่าวขึ้นอยู่กับอายุ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

      8. อารมณ์ไม่คงที่

         การมีอารมณ์อาจเกิดได้ทั้งจากโรค หรือยาที่ใช้ในการทำเคมีบำบัด แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผู้ป่วยที่ตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัด ควรมีการเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม และยอมรับผลข้างเคียงที่จะตามมาให้ได้ เพราะการรักษาด้วยเคมีบำบัดจำเป็นต้องรักษาด้วยการให้ยาในระยะเวลานานหลายเดือนติดต่อกัน ดังนั้น สภาพจิตใจของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเข้ารับการรักษาไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

      การรักษามะเร็งด้วยนวัตกรรมใหม่ "ภูมิคุ้มกันบำบัด"

         วิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน การรักษามะเร็งมีด้วยกันหลากหลายวิธี โดยไม่จำเป็นต้องทนทุกข์ทรมานกับวิธีการเดิม ๆ ซึ่งนวัตกรรมภูมิคุ้มกันบำบัด เป็นการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถจัดการเซลล์มะเร็งบางชนิดในร่างกายได้ และที่สำคัญไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ กับร่างกาย เนื่องจากสารสกัดที่อยู่ในนวัตกรรมนี้สกัดมาจากพืชกินได้ ได้แก่ มังคุด ใบบัวบก งาดำ เป็นต้น

         จากผลงานวิจัยของคณะนักวิจัย Operation BIM นำโดย ศ.ดร.พิเชษฐ์ ได้วิจัยถึงทำการทำงานของเม็ดเลือดที่ใช้สร้างภูมิคุ้มกัน โดยมีแนวคิดกระตุ้นเม็ดเลือดให้มีเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเซลล์ผิดปกติต่าง ๆ ได้ นั่นคือ การกระตุ้นเม็ดเลือดขาว Th1 และ Th17 และเม็ดเลือดขาวทั้ง 2 ชนิดนี้ได้เพิ่มอนุภาพการทำงานของ Killer T cell หรือ เซลล์ T พิฆาต ซึ่งตามหลักการทำงานของร่างกายโดยธรรมชาติแล้ว เซลล์ T พิฆาต มีหน้าที่จัดการเซลล์ผิดปกติในร่างกาย เม็ดเลือดขาวเซลล์ T พิฆาตที่ถูกกระตุ้นจะจับ และเกาะติดเซลล์ผิดปกติ หรือเซลล์เนื้อร้ายแต่เพียงเท่านั้น จากนั้นเซลล์ T พิฆาตจะพ่นสารสลายโปรตีนไปสลายเซลล์เนื้อร้ายนั้น และไม่ทำลายเซลล์อื่น ๆ ในร่างกาย

         ดังนั้น การรักษาด้วยการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดจึงเป็นวิธีรักษาที่ปลอดภัย ไร้ซึ่งผลข้างเคียง ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามั่นใจ และเชื่อมั่นได้เลยว่านวัตกรรมนี้จะไม่ให้ร่างกายของคุณอ่อนแอลงในขณะรับการรักษา และการดูแลตัวเองด้วยการทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และสร้างสภาพจิตใจให้มีสุขภาพจิตที่ดีอยู่เสมอ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงยิ่งขึ้นไป และสามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้โดยไม่กลับมาเป็นอีก

บทความที่เราอยากนำมาแชร์กันในวันนี้จึงเป็น แนวทางที่ให้ร่างกายของเราเองดูแลสุขภาพของเราผ่านกองทัพเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า ‘ภูมิคุ้มกันบำบัด’

การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งนั้นไม่ใช่เลย เพราะการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญ และต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

ในปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์เกิดขึ้นหลากหลายมาก ทั้งอุปกรณ์ เครื่องมือ วัคซีน ยารักษาโรค รวมไปถึงวิธีการรักษา ซึ่งการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่กำลังได้รับความสนใจ

วิธีรักษามะเร็งในยุคสมัยใหม่ มีหลายทางเลือกสำหรับผู้ป่วย และการดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้จัดการมะเร็งได้อย่างยั่งยืน




BIM Friends

เกี่ยวกับเรา

BIM ย่อมาจาก Balancing IMmunity คือ การปรับภูมิคุ้มกันให้สมดุล

BIM100 หมายถึง การปรับสมดุลของภูมิคุ้มกัน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาวให้ได้ 100 ปี ด้วยการใช้สูตรอาหารที่วิจัยและพัฒนาโดยคณะนักวิจัย Operation BIM

ติดต่อเรา

ศูนย์บริการลูกค้า สุขและสวย โดย BIM100 เลขที่ 99 ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 3 ห้องเลขที่ 317 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ

สายด่วน : 1154

โทรศัพท์ : 02-6464-800 , 02-6609-011

โทรสาร : 02-6464-802

อีเมล์ : [email protected]

Line ID : @bim100callcenter

Copyright © 2020 BIM100. All Rights Reserved.