ในวารสารของสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา "Medical Microbiology and Immunology, June 2016, Volume 205, Issue 3, pp 269-273"

 

 

ข้อมูลล่าสุด ผลิตภัณฑ์ APCO เกี่ยวกับ ZIKA

 

ในวารสารของสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา "Medical Microbiology and Immunology, June 2016, Volume 205, Issue 3, pp 269-273" ( http://link.springer.com/article/10.1007/s00430-015-0445-7/fulltext.html )

ระบุว่าในกลุ่มผู้ป่วยด้วยเชื้อ ZIKA กระบวนการป้องกันตนเองในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงจนถึงขั้นที่มีเม็ดเลือดขาว Th1, Th2, Th9 และ Th17 ปริมาณสูงสุด แล้วตามด้วยการหายจากอาการป่วย ZIKA

สาเหตุเพราะเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มนี้ ไปเพิ่มความสามารถของเม็ดเลือดขาวเพชฌฆาตในการจัดการกับเชื้อไวรัส ZIKA

ดังที่คณะนักวิจัยภูมิสมดุลได้ให้ข้อมูลตลอดเวลาแล้วว่า จากการทดสอบของศูนย์เทคโนโลยีชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผลิตภัณฑ์งานวิจัย APCO สามารถกระตุ้น Th1 (2 เท่า), Th9 (2 เท่า) และ Th17 (5 เท่า)

ผลิตภัณฑ์งานวิจัย APCO จึงสามารถป้องกันไม่ให้ร่างกายป่วยจากการเชื้อ ZIKA ได้

 

เรากำลังก้าวเข้าสู่การป้องกันไวรัสไม่ให้ทำร้ายร่างกายของเรา ใช่หรือไม่ ?

 


 

หลายคนกังวลใจที่เมืองไทยมีข่าวให้ระวังการแพร่ระบาดของไวรัส Zika อยู่ในขณะนี้

 

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักไวรัสชนิดนี้กันครับ ไวรัส Zika พบครั้งแรกในลิงที่ประเทศ Uganda ในปี 1947 ติดต่อโดยการกัดของยุง พบในคนครั้งแรกในปี 1952 ในUganda, Tanzania ปัจจุบันระบาดในทวีป Africa, ทวีป America, และใน Asia Pacific ผู้ติดเชื้อ 1 ใน 5 คนจะล้มป่วย มีไข้ ผื่นคัน ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะระยะเวลาฟักตัวตั้งแต่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนแสดงอาการใช้เวลา 2-3 วัน ถึง 1 สัปดาห์ อาการป่วยมักไม่รุนแรง แต่จะเป็นอยู่หลายวันถึง 1 สัปดาห์

เชื้อไวรัส Zika จะคงอยู่ในเลือดคนที่ติดเชื้อ 2-3 วัน แต่อาจนานกว่านี้ในบางราย และมักจะไม่เสียชีวิต อาการคล้ายกับไข้เลือดออก และชิคุนกุนยา หญิงตั้งครรถ์ที่ติดเชื้อนี้อาจทำให้ทารกที่เกิดมามีศีรษะเล็ก

 

 

การรักษา : ยังไม่มียา หรือวัคซีนเฉพาะ หากติดเชื้อหรือสงสัยว่าติดเชื้อควรปรึกษาแพทย์ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ใช้ยาแก้ปวดลดไข้ เช่น acetaminophen อย่าใช้ aspirin หรือ NSAID

วิธีการป้องกันและรักษาที่ดีที่สุด คือการสร้างเม็ดเลือดขาว Th17 และ Th1 ภายในร่างกายให้เพียงพออย่างสม่ำเสมอเพื่อกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาว Killer Cells หรือ Cytotoxic T Cell ให้จัดการกับเชื้อนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเพียงแค่เรามี "ภูมิสมดุล" ก็จะช่วยรับมือกับไวรัส ซิกา ได้แล้วครับ

ผลิตภัณฑ์หนึ่งของคณะนักวิจัย Operation BIM ที่ทดสอบโดยศูนย์เทคโนโลยีชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถสร้างเม็ดเลือดขาว Th1 2 เท่า และ Th17 ได้ 5 เท่า

 

ข้อมูล: ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา

หัวหน้าคณะนักวิจัย Operation BIM

 


 

 


 

 

ข่าวการแพร่ระบาดของโรค "ไข้ซิกา" ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วในประเทศแถบละตินอเมริกาและแคริบเบียนรวมกว่า 20 ประเทศได้สร้างความหวั่นวิตกให้กับประชาคมโลกอีกครั้ง หลังจากองค์การอนามัยโลกประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกาเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับโลก เพราะแม้โรคนี้จะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาเตือนว่าการแพร่ระบาดของโรคนี้อาจเป็นภัยคุกคามร้ายแรงยิ่งกว่าการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 11,000 คนในแอฟริกา เนื่องจาก 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ติดเชื้อและเป็นพาหะจะไม่แสดงอาการใดๆ เด่นชัด ทำให้การติดตามหรือวินิจฉัยโรคเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะสตรี มีครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงที่น่ากังวลมากที่สุด เนื่องจากอาจมีผลทำให้เด็กเกิดความพิการ สมองฝ่อ ศีรษะเล็กผิดปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในปีนี้อาจมีผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาในทวีปอเมริกามากถึง 3-4 ล้านคน ซึ่งจำนวนดังกล่าวนับรวมผู้ติดเชื้อ ที่ไม่แสดงอาการป่วยเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในบราซิลพบทารกที่มีภาวะศีรษะลีบแล้วถึงกว่า 4,000 ราย ขณะที่ในไทยแม้จะยังไม่มีการระบาดของโรค พบผู้ป่วย 2-5 ราย ในปี 2555-58 ล่าสุดปีนี้พบเพียง 1 ราย แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ประกาศให้โรคไข้ซิกาเป็นโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่แล้ว สะท้อนถึงความร้ายแรงของโรคได้เป็นอย่างดี

ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะ นักวิจัย Operation BIM นักวิทยาศาสตร์ไทย ผู้คิดค้นวิธีการดูแลสุขภาพแนวใหม่ด้วยการสร้างภูมิสมดุล (Balancing Immunity) กล่าวว่า ปัจจุบันโรคติดเชื้อไวรัสซิกายังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือยารักษาเฉพาะ ได้แต่รักษาตามอาการ โดยมียุงลายบ้านเป็นพาหะ เช่นเดียวกับโรค ไข้เลือดออก โรคไข้เหลือง และชิคุนกุนยา มีระยะ ฟักตัวเฉลี่ย 4-7 วัน อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ผื่น ตาแดง ปวดข้อ ข้อบวม ปวดหลัง แต่ส่วนใหญ่ อาการจะไม่รุนแรง สามารถทุเลาลงได้ภายใน 2-7 วัน หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที

ในช่วงเวลาที่ยังไม่มีการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสซิกาออกมา ดร.พิเชษฐ์ แนะนำว่า การสร้าง "ภูมิสมดุล" จะช่วยรับมือการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี "การกระตุ้นให้ร่างกายจดจำเชื้อโรคนั้นๆ เพื่อสร้างภูมิต้านทานเป็นหลักการทำงานของวัคซีนทั่วไป ซึ่งโรคแต่ละชนิดจำเป็นจะต้องใช้วัคซีนที่แตกต่างกันไป แต่การต้านทานเชื้อโรคด้วยหลักการสร้างภูมิสมดุลนั้นจะปล่อยให้กลไก "ธรรมชาติ" เข้ามาทำหน้าที่ฟื้นฟูร่างกายด้วยตัวเอง บนพื้นฐานของหลักการใช้อาหารเป็นยา" โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่า สารธรรมชาติที่จะช่วยสร้งภูมิสมดุลนี้เกิดจากการนำพืชไทย 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด ถั่วเหลือง งาดำ ฝรั่ง บัวบก มาเสริมฤทธิ์กัน

อย่างไรก็ตาม ดร.พิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า วิธีป้องกันไวรัสซิกาที่ดีที่สุดคือ ทุกคนต้องร่วมมือ กันกำจัดต้นตอของแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็น พาหะของหลายโรค ควบคู่ไปกับการสวมเสื้อผ้ามิดชิด รู้จักทายากันยุงป้องกันมิให้ยุงกัด และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรค

ที่สำคัญที่สุดควรหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองอย่างจริงจัง ทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ทำจิตใจให้แจ่มใส เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง อยู่เสมอ

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559